Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot
dot dot
รำลึกอาจารย์ศิลป พีระศรี article

2 ก.ย. 2548

    ๑๕ กันยายน วันศิลป พีระศรี    

  ความในเรื่อง
  »  แนวคิด มุมมอง และคุณูปการของศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี แก่แวดวงการศึกษาและงานศิลปะของไทย
  »  แนวคิดในการทำความรู้จักตัวเองของคนไทยผ่านทัศนะของศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี

       ศ.ศิลป์ พีระศรี.. บุรุษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของไทย เป็นบิดาแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นทั้งศิลปินและปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นแก่วงการศิลปะไทย ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ชีวิต ผลงาน และแนวคิดของท่านนอกจากจะคงค่าในตัวเองแล้ว ยังสะท้อนภาพหลายประการถึงอุปสรรคของการพัฒนาศิลปะในยุคที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ 

       แต่ที่น่าวิตกคือ ซากธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นปัญหาหลายประการยังคงตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน และนั้นคือบทเรียนที่น่าสนใจ ที่สะท้อนจากเรื่องราวของท่าน..ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

   คือบุคคลแรกที่สร้างอนุสาวรีย์ในเมืองไทย  

พระครูบาศรีวิชัย      ท่านเป็นบุคคลแรก ที่เริ่มสร้างอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ขึ้นในเมืองไทย ด้วยฝีมือและความสามารถของช่างไทย แทนการสั่งปั้นหล่อมาจากต่างประเทศ ทำให้ประเทศชาติประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เป็นอันมาก งานสร้างอนุสาวรีย์ของท่านมีมากมาย อาทิ  พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ปี๒๔๗๕) ออกแบบโดยสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ปี ๒๔๗๗), พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (ปี ๒๔๘๔), พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช (ปี๒๔๙๓-๒๔๙๔) นายสิทธิเดช แสงหิรัญ นายปกรณ์ เล็กสน นายสนั่น ศิลาภรณ์  ผู้ช่วย, พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ดอนเจดีย์ (ปี ๒๔๙๙) นายสนั่น ศิลาภรณ์ นายสิทธิเดชแสงหิรัญ และคนอื่นๆ ผู้ช่วย, อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ดอยสุเทพ เชียงใหม่ (เฉพาะศีรษะ) นายเขียน ยิ้มศิริ ผู้ช่วย  ฯลฯ
   
       อย่างไรก็ตามแม้ท่านจะเป็นผู้ปั้น แต่สำหรับงานออกแบบแล้ว ก็ไม่ใช่จะตรงตามที่ท่านต้องการเสียทั้งหมดทีเดียวนัก ท้าวสุรนารีมีรายละเอียดบางส่วนจากบทความเรื่อง ผลงานที่ไม่มีใครรู้จักของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี  โดย น.ณ ปากน้ำ ท่านบันทึกไว้ว่าพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

     
“ ข้าพเจ้าเคยได้เห็นภาพเสก็ตช์ของอนุสาวรีย์พระปฐมบรมราชานุสรณ์  ท่าทางที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ประทับนั่งบนพระราชอาสน์ก็สวยงามสง่ามาก คือเอนพระอังสาเล็กน้อย พระบาทวางเหลื่อมกัน  โดยพระบาทข้างที่พระอังสายื่นออกมานั้นอยู่เบื้องนอก พระพักตร์เชิดอย่างสง่า ท่าแบบนี้เป็นท่าที่จัดไว้อย่างสวยงามมีชีวิตชีวา ไม่ดูประทับนั่งเฉยๆอย่างที่เห็นปัจจุบัน ข้อนี้ข้าพเจ้ารู้ความจริงภายหลังว่า คณะกรรมการได้ติชม แก้ไข พระบรมรูปให้เป็นท่าทางปัจจุบันนี้เอง เพราะเหตุนี้จึงออกเป็นเรื่องขมขื่นของท่านปฏิมากรเอกมิใช่น้อย ”

   การตัดสินก่อนจะศึกษา อาจทำให้เราเป็นคนโง่เสียเอง 

      คนรุ่นหลังที่พอมีความรู้ทางศิลปะ บางคนตำหนิข้อบกพร่องของงานในแง่ดังกล่าวมา โดยไม่ทราบความเป็นมา ความจริงเรื่องนี้ก็พอจะเป็นอุทาหรณ์ได้ถึงงานวิจารณ์หรืองานพัฒนาอย่างอื่น ก่อนจะตัดสินตัวผล หรือผลงาน หรือวิธีการ หรือการยกเลิกธรรมเนียมความเชื่อบางอย่าง บางทีก็ต้องศึกษาสภาพแวดล้อมโดยรอบ อันเป็นเหตุหรือที่มาของสิ่งนั้นๆด้วย  จึงจะเรียกได้ว่าเป็นธรรมและรอบคอบอย่างแท้จริง  อันจะช่วยให้โลกทัศน์มีมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นรูปจำลองรัชกาลที่ ๖ที่อาจารย์ออกแบบไว้แต่ไม่ผ่านการอนุมัติ

      นอกจากนี้บทความดังกล่าว คุณ น.ณ ปากน้ำได้บันทึกไว้ด้วยว่า “ อนุสาวรีย์พระมหาธีรราชเจ้า ทั้งรูปเสก็ตช์และรูปขยายเท่าตัวจริง ซึ่งข้าพเจ้าเคยเห็นตั้งไว้ในมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น ทรงสวมฉลองพระองค์ชุดจอมทัพเสือป่า พระหัตถ์เบื้องขวาหนีบพระมาลาทรงสูง อันประดับด้วยขนนก ทรงประทับยืนพักพระบาทข้างหนึ่ง นับว่าเป็นภาพอันสง่างามมิใช่น้อย (ดังภาพประกอบ)

       ครั้งหนึ่งเมื่อได้ยืนต่อหน้ารูปปั้นขนาดเท่าองค์จริงชิ้นนั้น ข้าพเจ้าเรียนถามท่านศาสตราจารย์ว่า ท่านอาจารย์ครับ
ทำไมถึงไม่ปั้นตามนี้ ผมว่าจะสง่ากว่ารูปจริงซึ่งสวมหมวก ดูแล้วเฉยๆชอบกล ท่านยักไหล่ แล้วสั่นหัวอย่างท้อแท้ตอบว่าเขาไม่เอา จะให้ฉันทำอย่างไร เขาบอกว่าท่านยืนตากแดดร้อนถ้าไม่สวมหมวก

      จากบทความเดียวกัน ทำให้ได้ทราบว่า “งานปั้นซึ่งไม่ได้ถูกบังคับ ที่ท่านปั้นขึ้นจากคติความคิดเห็นของท่านเองรูปแรก ปั้นขึ้นก่อนปีพ.ศ.๒๔๖๖  ก่อนจะมารับราชการในเมืองไทย  ขณะนั้นเป็นศาสตราจารย์ทางศิลปที่หนุ่มที่สุดของอิตาลี นามว่า ศาสตราจารย์โคโรโด เฟโรจี อายุ ๒๑ ปีเท่านั้น  เป็นรูปพระไครส์ซึ่งถูกนำลงจากไม้กางเขน ร่างวางเหยียดยาวบนแท่นหิน เป็นภาพอันมีชีวิตที่สุด ผู้เชี่ยวชาญทางศิลปต่างๆยกย่องกันโดยทั่วหน้า

       รูปพอทเตรท(portrait) รูปปั้นด้วยเทคนิคแบบอิมเพรสชั่นนิสม์(impressionist) แม้ท่วงทีการปั้นอย่างเร็วก็สามารถแสดงอารมณ์เข้าถึงชีวิตที่สุด ..รูปปั้นอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่สองเท่าคนจริง  กลุ่มคนแสดงท่าทางอันอิสระเสรีเต็มที่ตามความต้องการของปฏิมากร ซึ่งผิดกับอนุสาวรีย์ในเมืองไทยของท่าน แต่ละชิ้นที่ถูกบังคับจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้  แม้ไม่ถูกบังคับด้วยท่าทางก็ถูกบังคับด้วยความคิด...”

   ถ้าขาดรากฐานของตัวตน การพัฒนาก็มีค่าเพียงการเลียนแบบ   

       ท่านเป็นบุคคลแรก ที่เริ่มการศึกษาค้นคว้าและเขียนบทความต่างๆแนะนำศิลปะไทย เพื่อกระตุ้นให้ชาวไทยเกิดความสนใจและสำนึกในความรักและหวงแหนศิลปะไทย  ซึ่งนอกจากจะสะท้อนจากการทำงานของท่านแล้ว บทความของท่านหลายแห่งก็แสดงถึงความใส่ใจในเรื่องนี้ภาพร่างลายไทยฝีมืออาจารย์ศิลปอย่างชัดเจน

       “ รสนิยมตามสมัย เป็นผลร้ายแก่ศิลปินหนุ่มฝ่ายตะวันออกอย่างยิ่งอยู่สองประการ คือ ประการแรก ศิลปตะวันออกดำเนินรอยตามแบบประเพณีมาเป็นศตวรรษๆ  ซึ่งในหลายกรณีด้วยกัน เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นตามกฎเกณฑ์และถ่ายทอดจากชั่วอายุหนึ่ง ด้วยการพินิจพิจารณาอย่างเข้มงวดกวดขันในด้านเทคนิคภาพร่างลายไทยฝีมืออาจารย์ศิลปและความคิด อีกประการหนึ่ง  สภาพการณ์เช่นนี้ได้สร้างให้เกิดนิสัยการลอกเลียนแบบขึ้น

       สาเหตุประการหลังเป็นการตรงกันข้ามกับสาเหตุประการแรก และขณะเดียวกันก็มีรากฐานเช่นเดียวกับประการแรกนั่นเอง เนื่องจากการทำงานตามแบบและความคิดซ้ำๆซากๆโดยไม่จำกัดของเรา  ดังนั้นศิลปินหนุ่มจึงต้องการสลัดความเป็นทาสของความคิด (เก่า)ให้พ้นไป และด้วยเหตุนี้จึงไม่ยอมรับทุกๆสิ่งในอดีตอย่างสิ้นเชิง และรับเอาแต่สิ่งใหม่ๆทุกอย่าง ผลก็คือ งานศิลปะของศิลปินตะวันออก ผลงานของอาจารย์ขาดลักษณะโดยเฉพาะในส่วนบุคคลและเชื้อชาติ เป็นงานเลียนแบบศิลปะตะวันตก และเราอาจทราบได้แต่เพียงว่าสร้างขึ้นในตะวันออกจากชื่อและเชื้อชาติของศิลปินเท่านั้นผลงานของอาจารย์

       ...ถ้าหากศิลปินไทยหรือศิลปินตะวันออกคนหนึ่งคนใด ทำงานด้วยความรู้สึกจริงใจ งานของเขาต้องแตกต่างไปจากงานของศิลปินชาวยุโรป ความแตกต่างซึ่งสอดคล้องกับลักษณะโดยเฉพาะของเชื้อชาติ

       …ถ้าคนไทย (หรือศิลปินผู้ใดที่อยู่ในกลุ่มที่แตกต่างออกไปจากชาติพันธุ์) ไม่ลอกเลียนแบบอย่างงานของศิลปินต่างประเทศ เขาย่อมจะแสดงออก ซึ่งความรู้สึกแบบอย่างใหม่ๆใดๆก็ได้ แบบอย่างใหม่นี้ก็เป็นลักษณะส่วนตนของเชื้อชาติ ซึ่งกอปรด้วยอารมณ์ตามธรรมชาติ ลมฟ้าอากาศ ศาสนา ความรู้สึกอันสืบเนื่องจากบรรพบุรุษ ความคิดและสมการด้านอื่นๆ

       คัดจาก ศิลปร่วมสมัยในประเทศไทย   โดย ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี  คณะจิตรกรรมและประติมากรรม ผลงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๑๑  เขียน ยิ้มศิริ แปลจาก Contemporany Art in Thailand. (คำว่า “ ศิลปะ ” พิมพ์ตามต้นฉบับเดิมคือ “ ศิลป ”)

      เมื่อพิจารณาจากความเห็นของท่าน เปรียบเทียบกับงานพัฒนาในแขนงอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเมืองการปกครอง การศึกษา เศรษฐการ ฯลฯ ต่างก็เกิดปัญหาลักษณะคล้ายกันนี้ คือ ความคิดในการปฏิเสธของเก่าทั้งหมด และรับแต่ของใหม่ทั้งหมด โดยขาดการกลั่นกรอง ประยุกต์ และเลือกเฟ้นจุดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และพัฒนาซึ่งดูเหมือนสำหรับวัฒนธรรมในปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวดูจะรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันทีเดียว

    สังคมไทย  สังคมเปลือกไม้  

      ท่านเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อชาติและวงการศิลปะระดับสูงในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านได้วางรากฐานการศึกษาทางศิลปะไว้อย่างมั่นคง เป็นแบบฉบับของการพัฒนาการศึกษาศิลปะในสมัยต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านได้โอนสัญชาติเป็นไทยเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุล เรียนภาษาไทย อ่านหนังสือไทยทั้งประวัติศาสตร์และวรรณคดี รักศิลปะไทย รักคนไทย แต่งงานกับคนไทย และจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไทย  แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร แต่สำหรับทัศนคติของท่านเกี่ยวกับการศึกษาแล้ว ลึกซึ้งกว่ารูปแบบภายนอกมากมายนัก ขณะเดียวกัน แนวคิดของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เป็นกระจกสะท้อนค่านิยมของสังคมไทยได้ชัดเจน ซึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนปัจจุบัน..

      “ สำหรับศูนย์กลางการฝึกฝนศิลปนั้น ไม่ควรเรียกว่ามหาวิทยาลัย ควรจะเรียกว่า ศิลปศึกษาสถาน (Academy) วิทยาลัย (College) หรือ สถาบันศิลป (Institute of Art)   แต่ผู้ที่เข้าใจระบบการศึกษาของไทยเราดีย่อมจะรู้ว่า นักศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยเท่านั้นจึงจะได้รับการยกย่องโดยทั่วไป ในยุโรปอเมริกาในประเทศอื่นๆนักศึกษาของสถาบันการศึกษาศิลปะที่กล่าวมาแล้ว มีสิทธิและได้รับการยกย่องนับถือเช่นเดียวกันกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ดังนั้นในต่างประเทศจึงไม่นิยมเรียกศูนย์กลางการศึกษาฝึกฝนศิลปะว่า มหาวิทยาลัย ”

       จาก สูจิบัตรการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (คำว่า “ ศิลปะ ” พิมพ์ตามต้นฉบับเดิมคือ “ ศิลปะ ”)

      ในส่วนแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาศิลปะของท่าน จำแนกเป็นหลักสำคัญไว้ ๓ ประการคือ
      ๑    แบบอย่างศิลปของประเทศ
      ๒   ศิลปอย่างที่นิยมอยู่ในเวลานี้
      ๓   ความแพร่หลายของศิลปะสมัยใหม่แบบสากล

      
จาก ประติมากรรมและจิตรกรรมสยาม โดย ศ.ศิลป พีระศรี พ.ศ.๒๔๘๑

     ด้วยจิตวิญญาณของครู ศิลปิน และนักอนุรักษ์  

      “ถ้าเราพิเคราะห์ดูฝีมือการปั้นพระพุทธรูปสมัยนี้จะเห็นได้ว่าทรามลงมาก หรือรูปเขียนเก่าๆงามๆที่ได้ถูกลบต่อเติมขึ้นใหม่โดยช่างฝีมือเลวๆ เราจะรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องทำนุบำรุงศิลปะการช่างให้ฟื้นฟูโดยเร็ว คำกล่าวที่ว่า either to renew or to die เป็นคำกล่าวที่เราควรพึงจำไว้ เราควรจะฟื้นฟูศิลปะของเราขึ้นโดยเร็วที่สุด เพราะศิลปะเป็นชีวิตจิตใจของชาติ

       …เรามีปัญหาอยู่สองประเด็น ประเด็นแรก คือการผลิตศิลปินที่สามารถขึ้นมาเพื่อทำงานศิลปแบบประเพณี เป็นหน้าที่สำคัญอันหนึ่ง สำหรับงานบูรณะซ่อมสร้างโบราณวัตถุสถาน ประเด็นหลังคือ ความต้องการในศิลปปัจจุบัน ”

      การตั้งโรงเรียนศิลปากรจึงไม่ใช่เพื่อจะศึกษาศิลปะสมัยใหม่เท่านั้น  แต่เปิดการเรียนการสอนเพื่อฟื้นฟูงานช่างแบบเก่าด้วย อาจารย์ด้านศิลปะแบบประเพณีคนสำคัญก็คือ อาจารย์พระพรหมพิจิตร

       “ เราสำนึกเป็นอย่างดีถึงความสำคัญของศิลปะโบราณที่มีอยู่ต่อการทำงานศิลปตามความรู้สึกปัจจุบัน  และด้วยเหตุนี้เอง ในระหว่างระยะเวลา ๓ ปี นักศึกษาต้องศึกษาค้นคว้างานศิลปะโบราณเป็นเวลาสัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมง ถ้านักศึกษาเป็นผู้มีอุปนิสัยของศิลปินอย่างแท้จริง เขาจะค่อยๆดึงดูดเอาวิญญาณของศิลปินในอดีตเข้ามาไว้ จากนั้นก็ถ่ายทอดออกมาเป็นความรู้สึกใหม่ของตน ”

      ขณะเดียวกันกับที่ท่านเป็นช่างปั้นฝีมือเลิศ ท่านก็เปี่ยมด้วยความเมตตาในฐานะ ครู รวมถึงความรอบรู้และเปิดกว้างสมควรแก่การเป็นผู้สอนวิชาศิลปะอย่างแท้จริง ดังปรากฏในหลายบทความจากลูกศิษย์ที่เล่าถึงตัวท่าน

      “ ประการแรกต้องเข้าใจว่า ท่านอาจารย์ศิลป์นั้น ท่านถือว่าการเรียนคือการเรียน จะต้องเรียนเพื่อให้ได้ความรู้และพื้นฐานเป็นอย่างดี นักศึกษาต้องเป็นฝ่ายรับให้มากที่สุด ในการปฏิบัตินั้นท่านแก้ผลงานให้ทุกคน และวิจารณ์ผลงานของแต่ละคน  โดยพิจารณาถึงธรรมชาติและความถนัดของแต่ละคน เรื่องศิลปะและการสร้างสรรค์ศิลปะนั้น เป็นการแสดงออกของแต่ละคนเป็นส่วนตัว ท่านไม่ให้เอามาปะปนกัน ผลงานเรียนที่ได้คะแนน๑๐๐ หรือ มากกว่า๑๐๐นั้น อาจไม่ได้รับรางวัล หรือ ได้เข้าแสดงในการแสดงศิลปะ แต่ผลงานคะแนน๒๐คะแนน อาจได้รับรางวัลในทางศิลปะซึ่งก็เคยมีตัวอย่างมาแล้ว เป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่นักศึกษา ”

จาก ความเคลื่อนไหวของศิลปินและศิลปะในยุคของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี  เขียนโดย ดำรง วงศ์อุปราช

      ท่านเคยสอนให้เสียสละ ถ่อมตนอยู่เสมอ เป็นที่รู้กันในหมู่ศิษย์ทุกรุ่นทุกคน ท่านจะกวาดห้องทำงานของท่านเอง ถ้าภารโรงมาช้าหรือไม่มา โดยไม่กล่าวว่าภารโรงเลย ท่านจะลงมือนำลูกศิษย์ เข็นถังหรือกลิ้งถังปูนปลาสเตอร์ ซึ่งบรรจุในถังกลมขนาด๒๐๐ลิตร ที่เบิกได้ มาตามถนนในลานต้นจัน มาสู่ห้องปั้นของท่าน ผ่านห้องทำงานของข้าราชการอื่นๆระยะกว่า๕๐เมตร ภาพเหล่านี้มันอยู่ในอนุสติไม่เลือนรางไปเลย จากเวทีแห่งการต่อสู้ของท่านเมื่อครั้งกระนั้น ”

       สนั่น ศิลากร จากใจอาจารย์ อาจารย์ศิลปะกับลูกศิษย์ นิพนธ์ ขำวิไล บรรณาธิการ ๒๕๒๗

   คือชาวต่างชาติผู้เห็นค่าวิถีไทย  

      ท่านเป็นบุคคลแรก ที่เริ่มนำศิลปะชั้นสูงของไทยโบราณและศิลปะของศิลปินร่วมสมัยของไทย ออกไปสู่สังคมของศิลปินระหว่างประเทศ ทำให้ชาวต่างประเทศได้ประจักษ์ถึงศิลปะของไทยทั้งแบบเก่าและแบบใหม่เป็นอย่างดี มีผลทำให้ศิลปินไทยได้ปรากฏอยู่ในวงการศิลปะของโลกอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะผลงานของศิษย์รุ่นแรกๆของท่าน ซึ่งเคยได้รับรางวัลสำคัญๆในการประกวดศิลปะแห่งชาติมาแล้ว

      คงไม่มีอะไรที่จะพรรณนาความลุ่มลึกและความปรารถนาดีแก่งานศิลปะของประเทศไทย ทั้งในเชิงการสืบสานและการพัฒนาได้ดีกว่าบทความที่ท่านเขียนขึ้นในโอกาสต่างๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยลึกซึ้งแล้ว เราอาจเห็นภาพอื่นของสังคมไทยที่นอกเหนือไปจากงานศิลปะจากเรื่องราวที่ท่านได้บันทึกไว้

      “ สิ่งซึ่งได้เกิดขึ้นแก่เมืองไทยและประเทศต่างๆในตะวันออก ซึ่งรับวัฒนธรรมตะวันตกคือ ระบบเศรษฐกิจและการเพิ่มพูนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อารยธรรมแผนใหม่นั้นกระทบกระเทือนศิลปแบบประเพณียิ่งนัก

      รัฐโบราณเน้นไปที่การสร้างวัดเพื่อบุญกุศลสูงสุด มิได้มีกิจกรรมใช้เงินฟุ่มเฟือยเหมือนสมัยของท่าน ท่านให้ความเห็นว่า “ ในสมัยโบราณประเทศไทยนั้นไม่มีประจักษ์การแสดงออกทางศิลปอย่างอื่น  นอกจากเพื่อความมุ่งหมายทางศาสนา ”

       ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาตามแบบตะวันตก เช่น การสร้างทางรถไฟ ถนน โรงพยาบาล โรงเรียน สิ่งที่มาพร้อมกันคือ พาณิชย์ศิลปอื่นๆ รวมทั้งสิ่งอื่นๆเพื่อความหรูหราของชนชั้นสูง เกิดรสนิยมใหม่ในทางศิลปขึ้นและสืบเนื่องเรื่อยมา แม้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงช่วงชีวิตของท่านที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ซึ่งศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีได้บันทึกไว้หลายแห่งว่า

      “ ปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๑๑) กิจกรรมของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยนั้น จำกัดวงอยู่เพียงในกรุงเทพฯ  ซึ่งในรอบ๕๐ปีที่ผ่านมา สภาพของกรุงเทพฯ ได้มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ลำคลองต่างๆได้เปลี่ยนมาเป็นถนน (เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วมาในกรุงเทพฯใช้ลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคมคล้ายนครเวนิส ประเทศอิตาลี จะมีถนนก็เพียงไม่กี่สายเท่านั้น)

      อาคารคอนกรีตก็เข้ามาแทนอาคารไม้  เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เปลี่ยนมาเป็นแบบตะวันตก  ที่อยู่อาศัย ซึ่งในสมัยอดีตสร้างขึ้นท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของพฤกษชาติ ริมแม่น้ำลำคลอง ก็เปลี่ยนมาเป็นตึกแถวเรียงรายไปตามถนน ซึ่งทุกหนทุกแห่งนั้นต้นไม้ก็พยายามที่จะขึ้น  เดิมเรือแจวเรือพายก็แจวก็พายกันอย่างธรรมดาไปตามแม่น้ำลำคลอง บัดนี้กลับเปลี่ยนสภาพไป มีแต่เสียงหนวกหูของรถยนต์จำนวนนับไม่ถ้วน รบกวนประสาทของผู้คนที่สัญจรไปมาเหลือเกิน ความรวดเร็วเหนือสิ่งอื่นใด

      เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ชีวิตของคนเราดำเนินไปอย่างเชื่องช้าคล้ายกับพืช จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ชีพจรชีวิตของชาติในปัจจุบันนี้ ถูกนำไปทั้งในทางสร้างและทางทำลายอันเป็นสภาพกระทบกันอยู่ทุกขณะของชีวิตปัจจุบัน ย่อมเป็นจริงว่าไม่มีผู้ใดอาจขัดขวางอารยธรรมปัจจุบันได้ มันเป็นสิ่งก้าวหน้าเกินความต้องการ แต่ก็ไม่มีชาติใดที่จะหลีกพ้นไปจากชะตากรรมแห่งความเจริญของยุคปัจจุบันได้เลย ”

     แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ท่านก็ทิ้งข้อคิดที่น่าสนใจไว้ ให้แก่วงการศิลปะ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการพัฒนาในด้านอื่นได้เช่นกัน “เมื่อกล่าวถึงอิทธิพลทางการศึกษาของตะวันตก  ชาวตะวันออกก็ไม่จำเป็นต้องหวาดหวั่นอะไร เพราะว่าจิตใจที่ดีย่อมดีอยู่เสมอ ที่จะสร้างงานศิลปะที่วิจิตรงดงาม อิทธิพลดังกล่าว(การศึกษาของตะวันตก)เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในทางความรู้ มิใช่ทางจิตใจ ”

      จาก ศิลปร่วมสมัยในประเทศไทย  โดย ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี  คณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๑๑  เขียน ยิ้มศิริ แปลจาก Contemporany Art in Thailand. (คำว่า “ ศิลปะ ” พิมพ์ตามต้นฉบับเดิมคือ “ ศิลปะ ”)

      “ เมื่อกล่าวถึงอิทธิพลทางการศึกษาของตะวันตก เราก็ไม่ควรจะวิตก เพราะว่าจิตใจที่งดงาม ย่อมงดงามอยู่เสมอที่จะสร้างงานศิลปะอันวิจิตรได้ อิทธิพลการศึกษาของตะวันตกนั้นมีอยู่ในความรู้ มิใช่อยู่ในจิต..ประโยชน์ของการแลกเปลี่ยนศิลปะระหว่างตะวันตกกับตะวันออกจึงควรจะจำกัดแต่เพียงความคิดทางด้านเทคนิคและการใช้วัตถุธาตุใหม่ๆเท่านั้น ไม่ควรจะอยู่ในด้านวัฒนธรรมและจิตใจ

      ศิลป์ พีระศรี ไม่ปรากฏปีพิมพ์ หน้า๒๔
 
      นอกจากนี้ท่านยังเป็นบุคคลแรก  ที่เผยแพร่บทความเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยของไทยให้นานาประเทศได้รู้จัก จนทำให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดกันในวงศิลปะทั้งภายในและภายนอกประเทศ อาจกล่าวได้ว่าศิลปะสมัยใหม่ของไทย เป็นที่ยอมรับกันทั้งในและต่างประเทศอย่างมีเกียรติตลอดมา

      “ ในขณะปฏิบัติราชการและอบรมสั่งสอนศิษย์ตลอดมานั้น  ตัวท่านเองก็สนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องศิลปไทยไปด้วยเป็นเวลาร่วม ๔๐ ปี จนมีความรู้ความเข้าใจอย่างดียิ่งทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ และท่านก็มีใจรักศิลปกรรมของไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงเขียนหนังสือเผยแพร่ให้โลกภายนอกได้รู้จักศิลปไทยอย่างกว้างขวาง  แสดงความเป็นห่วงใยในศิลปกรรมชิ้นสำคัญๆของไทยที่มีอยู่ตามวัดวาอารามทั่วไปหมด ”

     จาก ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี  โดยเขียน ยิ้มศิริ หนังสือพิธีไหว้ครูและรับน้องใหม่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๑๖

   เอกบุรุษผู้สมถะ 

      ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี  ชื่อเดิมคือ  คอร์ราโด เฟโรจี เกิดที่ตำบล สันตโยวันนี อำเภอ-จังหวัด พิเรนเซ  ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พศ.๒๔๓๕ (คศ.๑๘๙๒) นับถือศาสนาคริสต์

      ศึกษาด้านวิจิตรศิลป์ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และวิชาด้านทฤษฎีศิลปะต่างๆ ที่สถาบันวิจิตรศิลป์ชั้นสูงแห่งเมืองฟลอเรนซ์ เป็นเวลา ๗ ปี จนจบการศึกษาเป็นที่๑ของรุ่น ได้รับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์ และเป็นศาสตราจารย์ประจำสถาบันดังกล่าว  เมื่อปี๒๔๕๘

      ได้รับเลือกจากรัฐบาลสยามในรัชกาลที่ ๖ มาดำรงตำแหน่งช่างปั้น ประจำกรมศิลปากร สังกัดกระทรวงวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖  ได้มีสัญญาจ้างท่านทำงานเป็นเวลา ๓ ปี ได้รับเงินเดือน ๘๐๐ บาท ค่าเช่าบ้านต่างหาก  ท่านมีสิทธิลาพักผ่อนไปเยี่ยมบ้านเกิด ๙ เดือน เมื่อทำงานครบสามปีแล้ว  ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการทำสัญญาต่อไป หลังจาก ๓ ปีก็เลิกได้ แต่ต่อมา ก็ได้ต่อสัญญาโดยไม่มีกำหนด

       ช่วงแรกที่ท่านทำงานได้รับความลำบากมากเพราะผู้บังคับบัญชาระดับสูงไม่เข้าใจงานอย่างช่างและศิลปิน  สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงทราบและได้ทรงช่วยเข้าช่วยเหลือหลายอย่าง  ต่อมาเกิด ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกส่งผลกระทบถึงอาจารย์ด้วยเช่นกัน 

      เวลานั้นท่านได้เงินเดือน๑๕๐๐บาทต่อเดือน ไม่พอกับราคาข้าวของที่แพงขึ้น ท่านต้องขายรถยนต์ บ้านและที่ดิน โดยยังคงมาสอนที่มหาวิทยาลัยด้วยการขี่จักรยานสองล้อมาทำงาน ทั้งที่สายตาสั้นลงทุกที แต่แล้วในที่สุดท่านก็ต้องเดินทางกลับอิตาลีในปี ๒๔๙๒ และต่อมาจึงเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้งและรับราชการเรื่อยมา จนถึงแก่กรรม ขณะดำรงตำแหน่ง คณบดีจิตรกรรมและศิลปกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๔  พฤษภาคม เวลา ๒๐.๐๐น. พ.ศ.๒๕๐๕  รวมอายุได้ ๖๙ ปี.

      กล่าวโดยสรุปคือชีวิต งาน และ ความคิดของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สร้างคุณูปการแก่วงการศิลปะไทยไว้มากมาย ในท่ามกลางความอัตคัดของวัตถุเงินทองจากเงินเดือนอันน้อยนิดของท่าน แต่ท่านกลับร่ำรวยผลงาน และคุณความดี  ในท่ามกลางปัญหาอุปสรรคจากแวดวงของระบบราชการ ท่านกลับสร้างสรรค์มรดกทางความคิดผ่านสานุศิษย์ไว้มากมาย เราคงไม่อาจคาดเดาหัวใจของศิลปินผู้เป็นปราชญ์ท่านนี้ได้ แต่มีเพียงคำตอบที่มั่นใจได้ว่า  ความขาดแคลนและอุปสรรค ไม่อาจยับยั้งการก้าวเดินของ..เอกบุรุษผู้นี้.

  ปฏิบถ เขียน และ เรียบเรียง

   ข้อมูล
   :       วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับพิเศษ ๑๐๐ ปี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
   :       “ศิลปร่วมสมัยในประเทศไทย”  โดย ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี คณะจิตรกรรมและ      ประติมากรรม มหาวิทยาลัย ศิลปากร,๒๕๑๑ เขียน ยิ้มศิริ แปลจาก Contemporany Art in Thailand.
    :      ผลงานที่ไม่มีใครรู้จักของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี โดย น.ณ ปากน้ำ
    :      จาก สูจิบัตรการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
    :      “ประติมากรรมและจิตรกรรมสยาม ” โดย ศ.ศิลป พีระศรี พ.ศ.๒๔๘๑
    :      ความเคลื่อนไหวของศิลปินและศิลปะในยุคของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เขียน ดำรง วงศ์อุปราช
    :      สนั่น ศิลากร จากใจอาจารย์ อาจารย์ศิลปะกับลูกศิษย์ นิพนธ์ขำวิไล บรรณาธิการ ๒๕๒๗
    :      “ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ” โดย เขียน ยิ้มศิริ หนังสือพิธีไหว้ครูและรับน้องใหม่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๑๖


 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม   *


คมคิด People corner

มหัศจรรย์ของความคิด
คมคำคน ๑
พระพุทธเจ้าหลวงวิพากย์พระเจ้าปราสาททอง article
คมคิดแห่งปราชญ์
กำเนิดแห่งความคิด article
พนักงานพิมพ์ดีด article



bulletเข็มพระราชทาน
bulletสมุดเยี่ยม
bulletอัลเบิร์ต ไอนไสตน์
dot

dot
bulletพระนเรศรปฐมวัย
bulletยุวกษัตริย์พิษณุโลก
dot
dot
bulletทำไมน้ำท่วมต่างจังหวัดบ่อย
bulletเศรษฐกิจพอเพียง
bulletเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
bullet๑๔ ตุลา ๑๖
bulletสมเด็จโต
bulletดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง
bulletเสรีภาพกับสิทธิมนุษยชน
bulletคำทำนายจากหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
bulletคนทำหรือจะสู้ฟ้าลิขิต?
bulletจดหมายจากเพื่อน
bulletนรกในฮิโรชิมา
bulletการเมืองหลัง๒๔๗๕
bulletหวย ก.ข.
bulletพระพุทธเจ้าทรงทำนายฝัน
bulletนักเรียนนักเลง
bulletศักดิ์ศรีของกู
bulletจุดไฟในนาคร
bulletรู้รักสามัคคี
bulletทรงประชวรด้วยตรอมพระทัย
bulletศิลป พีระศรี
bulletนรกกลางกรุง
dot
dot
bulletงานเขียน writing service
bulletงานผลิต production
bulletกิจกรรม organization




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
■ มุมกาแฟ □ www.moomkafae.com ■ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ ■ แต่หากต้องการใช้ข้อมูล เพื่อเผยแผ่เป็นสาธารณกุศล ■ หรือร่วมส่งบทความเผยแผ่ในเว๊ปไซท์ □ โปรดติดต่อ □ For dissemination please contact ■ โทรสาร fax 0 2910 8604 ■ โทร mobile 081 733 1359 ■ Email : moomkafae_news@yahoo.com